One good day in Myanmar

ทริป #พม่าขอหมื่นขอแสนแสน ฉบับพกพาวันเดย์ของเราจะไปไหว้พระทำบุญกับเส้นทางสายศรัทธายอดฮิตที่พลาดไม่ได้อย่าง เจดีย์ชเวดากอง – เจดีย์โบตะทาวน์ (เทพทันใจ/นัตโบโบยี และเทพกระซิบ/อะมาดอว์เมี๊ยะ) – พระงาทัตยี – พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี (พระนอนตาหวาน) – วัดพระหินอ่อน (วัดเจ้าดอจี) และปิดท้ายด้วยช๊อปของฝากพื้นเมืองที่ตลาดสก๊อต

No comments

“พี่ xx ไปไหว้พระที่ย่างกุ้งวันเดียวกลับกัน” เสียงตามสายจากน้องสาวสายบุญสุดที่รัก โทรมาชวนเราในตอนบ่ายๆวันทำงาน เราแปลกใจมากเหมือนน้องจะรู้ว่าเราเพิ่งพูดเรื่องนี้กับที่บ้านว่าอยากจะไป วอแวกับที่บ้านอยู่นาน เมื่อโอกาสมาถึงแล้ว เราจะปฎิเสธคำชวนนี้ไปได้อย่างไร ว่าแล้วเซย์เยส โอนเงินพร้อมเพย์ พร้อมส่งพาสปอร์ตไปโลด และแล้วเรื่องเล่าของทริป GoaroundwithYou คราวนี้เลยขอเอาใจเพื่อนๆสายบุญกับทริปบุญคุ้มเล็กๆแต่ใจใหญ่อย่าง “สายบุญ พามู  ทั่วย่างกุ้ง, เมียนมาร์  ฉบับพกพาวันเดย์”  เตรียมไปอิ่มบุญกับ #พม่าขอหมื่นขอแสนแสน ครั้งนี้กัน

“สายบุญ พามู  ทั่วย่างกุ้ง,เมียนมาร์  ฉบับพกพาวันเดย์” ครั้งนี้เราไปกับบริษัททัวร์ค่ะ (แต่เราไม่ได้ค่าจ้าง ส่วนลด หรือสปอนเซอร์ใดๆนะคะ อยากไปมูเองด้วยศรัทธาใจล้วนๆ) ราคารวมเบ็ดเสร็จ 4,499 บาท/คน ราคานี้จะรวมค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ, ทัวร์, อาหารกลางวัน, ค่าเข้าชมสถานที่ทั้งหมด, ค่าประกันอุบัติเหตุ แต่จะไม่รวมถึงค่าทิปมัคคุเทศก์ ช๊อปปิ้งและทำบุญตามศรัทธาส่วนตัวนะคะ 

ปกติแล้วถ้าเราไปเที่ยวพม่าไม่เกิน 14 วัน เราไม่ต้องของวีซ่ากัน และเงินของพม่าคือ จ๊าด ซึ่ง 1,000 จ๊าดจะประมาณ 20 บาทไทย (แลกกับร้านแลกเงินสีส้มที่เมืองไทยไปนะคะ แต่จริงๆสามารถแลกกับไกด์ท้องถิ่นที่นู้นได้ค่ะ เรทอาจจะแพงกว่านิดหน่อย)

ไกด์ท้องถิ่นให้ความรู้เราว่า จริงๆประเทศเค้าชื่อ ประเทศเมียนมาร์ ไม่ใช่พม่านะ เพราะพม่าเป็นเพียงชื่อเรียกชนเผ่ากลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ประเทศเมียนมาร์นั้นประกอบไปด้วยคนหลากหลายชนเผ่า

ทริป #พม่าขอหมื่นขอแสนแสน ฉบับพกพาวันเดย์ของเราจะไปไหว้พระทำบุญกับเส้นทางสายศรัทธายอดฮิตที่พลาดไม่ได้อย่าง เจดีย์ชเวดากอง – เจดีย์โบตะทาวน์ (เทพทันใจ/นัตโบโบยี และเทพกระซิบ/อะมาดอว์เมี๊ยะ) พระงาทัตยี พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี (พระนอนตาหวาน) –   วัดพระหินอ่อน (วัดเจ้าดอจี) และปิดท้ายด้วยช๊อปของฝากพื้นเมืองที่ตลาดสก๊อต 

เราออกเดินทางจากสนามบินดอนเมือง กรุงเทพ เวลาเช้าตรู่ 6.30 AM และถึงสนามบินมิงกาลาดงย่างกุ้งในเวลา 7.15 AM (เวลาของพม่าจะช้ากว่าไทยอยู่ครึ่งชั่วโมง) และขากลับเดินทางออกจากย่างกุ้ง 9.00 PM ถึงกรุงเทพกันเวลา 10.45 PM (เรียกว่าอิ่มบุญทั้งวันเลยค่ะ) เราเกริ่นกันมาพอสมควรแล้ว มาเริ่มจุดหมายทริปของเราที่เมืองย่างกุ้ง อดีตเมืองหลวงของพม่าแห่งนี้กันค่ะ “มิงกะลาบา”

เจดีย์ชเวดากอง (ရွှေတိဂုံစေတီတော်)

พระมหาเจดีย์ทองคำสีเหลืองอร่ามเด่นเป็นสง่าคู่บ้านคู่เมืองพม่ากว่า 2,500 ปีนับเป็น 1 ใน 5 ของมหาบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของประเทศ พระมหาเจดีย์องค์นี้ตั้งอยู่กลางใจกลางเมืองย่างกุ้ง มีผู้คนหลั่งไหล่มากราบไหว้แบบไม่ขาดสายเพราะศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์และหลงใหลในความงดงามขององค์มหาเจดีย์ที่ปิดล้อมไปด้วยแผ่นทองคำแท้และส่วนยอดฉัตรองค์พระมหาเจดีย์ยังประดับด้วยเพชรพลอยและอัญมณีจำนวนมาก 

เรามาถึงกันตั้งแต่เช้า 8 โมง อากาศยังไม่ร้อน ก่อนจะเยี่ยมชมสักการะพระมหาเจดีย์ เราต้องฝากรองเท้า (ค่าบริการ 2 คู่ 500 จ๊าด) กันก่อน และจะมีพนักงานมาสำรวจความเรียบร้อยของเครื่องแต่งกายพวกเราค่ะ ถ้าไม่เรียบร้อย เราต้องยืมโสร่ง ผ้านุ่งจากพนักงาน จะมีค่ามัดจำ 3,000 จ๊าด มารับเงินคืนตอนคืนผ้านะคะ (แม้จะใส่กระโปรงแต่ถ้าความยาวแค่เข่า ก็ยังต้องใส่ผ้านุ่งกันนะคะ ยีนส์ที่ดูรัดรูปก็ไม่ผ่านค่ะ ส่วนสายเดี่ยว แขนกุด เกาะอก ไม่ต้องพูดถึง จะมีเหลือหรอออออ) ส่วนค่าเยี่ยมชมสักการะพระมหาเจดีย์ อยู่ที่ 10,000 จ๊าดค่ะ (เราไม่ต้องเสียเพราะรวมอยู่ในค่าทัวร์แล้ว) เสร็จแล้วผ่านเครื่องสแกน รอขึ้นลิฟท์ไปสักการะพระมหาเจดีย์กันค่ะ

ไกด์แนะนำว่าให้มากันตอนเช้าดีกว่า เพราะแดดยังไม่แรง พื้นโดยรอบเจดีย์จะยังไม่ร้อนมาก เท้าไม่พอง สามารถเดินรอบพระมหาเจดีย์ได้สบายๆ แล้วเราก็มาแปลงโฉมนุ่งผ้ากันค่ะ

ลิฟท์มี 2 ตัว ไม่เบียดเสียดเลยค่ะ

ภาพแวบแรกเมื่อลิฟท์เปิด เราจะเห็นองค์พระมหาเจดีย์ไกลๆจากกระจกนี้กัน

เดินออกจากลิฟท์มาตามทางเดิน จะถึงส่วนบริเวณพระมหาเจดีย์กันค่ะ ขวามือเราจะเห็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ซึ่งได้นำเมล็ดมาปลูกจากพุทธคยาด้วย ร่มรื่นมากๆ

เดือนมีนาคม 2019 ที่เราไปนั้นพระมหาเจดีย์ยังคงปิดซ่อมบูรณะ และคาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนสงกรานต์ค่ะ ไกด์ท้องถิ่นบอกเราว่าอาทิตย์หน้าน่าจะเสร็จ ถ้าเพื่อนๆได้ไปยังไงอัพเดทเราด้วยน้าาา

และทุกๆ 5 ปีทางเจดีย์จะมีให้ทำบุญถวายทองเพื่อบูรณะพระมหาเจดีย์ด้วย แต่ช่วงที่เราไปนั้นโควต้าเต็มไปแล้ว ไกด์บอกว่าอีก 5 ปีหน้าถึงจะเปิดรับอีกที แสดงว่าศรัทธาต่อองค์พระมหาเจดีย์นี้มีมากหลั่งไหลมาจากทุกคน

ค่าดอกไม้บูชาราคาอยู่ที่ 2,000 จ๊าดค่ะ

รอบๆฐานพระมหาเจดีย์แปดเหลี่ยมนั้นจะมีเจดีย์องค์เล็กๆรายล้อมเกือบนับร้อยองค์  และยังมีพระประจำวันเกิดประดิษฐานทั้ง 8 ทิศของพระมหาเจดีย์รวม 8 องค์ด้วย ซึ่งเพื่อนๆสามารถสรงน้ำพระประจำวันเกิดของตัวเองเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตได้นะคะ

เรากำลังสรงน้ำพระประจำวันเกิด

ที่พระประจำวันเกิดประดิษฐานจะประกอบไปด้วย องค์พระ องค์เทวดา เสา และสัตว์สัญลักษณ์ และที่พระประจำวันเกิดมี 8 องค์เพราะว่าวันพุธจะถือเป็นวันพุธเช้า กับวันพุธกลางคืน ถ้าหากใครไม่รู้วันเกิดตัวเองวันไหน ไกด์ท้องถิ่นแนะนำให้สรงน้ำวันพุธกลางคืนเป็นกลางๆเอาไว้ค่ะ

สัตว์ประจำวันเกิดพุธ เช้า คือ ช้างมีงา

Tips วิธีการสรงน้ำพระประจำวันเกิดจากไกด์ท้องถิ่น :
เราจะสรงน้ำพระประจำวันเกิดโดยเริ่มจาก องค์พระ องค์เทวดา เสา และสัตว์สัญลักษณ์ รวมจำนวนขันน้ำสรงนั้นให้ได้ทั้งหมดเท่าจำนวนอายุ (+ 1)

อย่างวันจันทร์ จะมีสัตว์ประจำวันเกิดเป็นเสือ

ส่วนภายในองค์พระมหาเจดีย์มีความเชื่อที่ว่าใต้พระเจดีย์มีอุโมงค์น้ำและเรืออยู่ ภายในเรือนั้นบรรจุพานไว้ 5 พาน และแต่ละพานนั้นบรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิของอดีตพระพุทธเจ้า ถึง 4 พระองค์ ได้แก่ พระเกศาธาตุ 8 เส้น ไม้เท้า กระบอกกรองน้ำ และผ้าอาบน้ำฝน ส่วนพานใบที่5 ยังว่างเปล่ารอการบรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิของพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 ในอนาคต (คุณพี่ไกด์เล่าสู่กันฟังค่ะ)

เจดีย์ชเวดากองเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีมะเมีย (ม้า) ด้วยค่ะ  และว่ากันว่ามีเพชรเม็ดงามกว่า 70 กระรัตประดับบนยอดพระมหาเจดีย์แห่งนี้

ในความเชื่อของคนท้องถิ่นที่นี่ เชื่อกันว่าการได้มากราบไหว้บูชาเจดีย์ชเวดากองซึ่งเป็นดั่งจิตวิญญาณของผู้คน จะเป็นหนทางสู่การหลุดพ้นทุกข์โศกโรคภัย

โดยรอบของพระมหาเจดีย์องค์นี้ ยังมีสิ่งศักดิสิทธิ์ที่ผู้คนต่างศรัทธามาสวดมนต์อธิษฐานขอพรเพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิต ซึ่งเยอะมากกกก ขอสารภาพตามตรงว่าเราเดินกันไม่หมดเลยทีเดียว ที่สำคัญที่ไกด์เราแนะนำระหว่างเดินวนพระมหาเจดีย์ว่ามีพระให้พรเรื่องความรัก และเรื่องบุตรนะคะ อยู่ใกล้ๆกับพระประจำวันเกิดวันพฤหัสค่ะ (อ่อ…ที่สำคัญเวลาเดินเยี่ยมชมพระมหาเจดีย์ ให้เดินวนขวากันนะคะ)

ถ้าอยากได้ลูกชายต้องขอพรกับพระรูปขวามือที่อุ้มเด็กชายค่ะ และลูกสาวต้องขอจากทางซ้ายมือ ส่วนใครอยากได้ลูกแฝดนั้น ยืนตรงกลางกันเลย

หันหลังกลับไป ขอพรเรื่องความรักกันหน่อยคะ

ณ ลานอธิฐาน

“ลานอธิฐาน”  เป็นจุดที่พระเจ้าบุเรงนองมาขอพรก่อนออกศึกรบ (เพลง”ผู้ชนะสิบทิศ” ลอยแว่วมาเลยค้าาา) ซึ่งเป็นจุดที่ต้องมาสวดมนต์บูชาเจดีย์และพวกเราสามารถขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลจากพระมหาเจดีย์ชเวดากอง ณ ลานแห่งนี้ด้วย

Tips วิธีการสักการะพระมหาเจดีย์ชเวดากอง : 

1 เริ่มจากการไหว้พระประธาน ตามด้วยพระประจำวันเกิด และจุดธูปเทียนถวายดอกไม้

2 จากนั้นเราจะเดินวนขวาพร้อมตั้งจิตอธิษฐานขอพรรอบพระมหาเจดีย์หนึ่งรอบ

3 ร่วมบริจาคตามกำลังศรัทธา

4 และจบด้วยการตีระฆังรอบพระเจดีย์หนึ่งใบใบใดก็ได้ (เคาะ 1ทีทีพื้นและตีระฆัง 1 ที ทำแบบนี้วนไปสามครั้ง) เพราะมีความเชื่อกันว่าจะทำให้เทพยดาบนสวรรค์รับรู้และอนุโมทนารับส่วนบุญของเรานั้น

ไกด์แนะนำเราว่า ควรสวดมนต์และขอพรในพื้นที่รูปดาว ตรงลานอธิฐานแห่งนี้กันค่ะ จะได้ผลมากที่สุด (เป็นจุดรวมพลังค่ะ)

หลังจากสวดมนต์ขอพระกันที่ลานอธิษฐานแห่งนี้เสร็จแล้ว ใครอยากดูประวัติของพระมหาเจดีย์ สามารถเยี่ยมชมได้ที่พิพิธภัณฑ์ด้านหลังลานแห่งนี้ค่ะ หรือจะทำบุญเปิดไฟให้แก่พระมหาเจดีย์ด้วยก็ได้ เป็นเงินวันละ 15,000 จ๊าด ซึ่งจะระบุวันไหนให้เปิดไฟก็ได้ค่ะ และทางเจดีย์จะมีใบประกาศบุญให้กลับบ้านด้วย

ผู้ชายสามารถขึ้นไปบนพระมหาเจดีย์นี้ได้นะคะ แต่ไม่อนุญาตสำหรับผู้หญิง
เราใช้เวลากันที่พระมหาเจดีย์นี้เกือบ 3 ชม แล้วก็พร้อมเดินทางต่อสู่จุดหมายบุญจุดต่อไป

เจดีย์โบตะทาวน์   ( ဗိုလ်တထောင်ဘုရား )

ชื่อของเจดีย์โบตะทาวน์นี้ แปลตรงๆตัวเลยคือ เจดีย์นายทหาร 1,000 นาย เพราะเป็นเจดีย์ที่นายทหารเหล่านั้นได้เคยตั้งแถวถวายสักการะแด่พระเกศาธาตุ ซึ่งปัจจุบันเจดีย์โบตะทาวน์ เป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ

เจดีย์โบตะทาวน์นี้มี 4 จุดที่ต้องมากราบไหว้คือ พระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุในตู้กระจก (ด้านหน้าของจุดเข้าวัด) พระพุทธรูปทองคำปางมารวิชัยในพระวิหาร (ขวามือของจุดเข้าวัด) เทพทันใจ (ซ้ายมือของจุดเข้าวัด ) และเทพกระซิบ (อาคารหลังตรงข้ามกับทางเข้าเจดีย์)

วันที่เราไปนั้น ตัวเจดีย์โบตะทาวน์กำลังซอมแซมบูรณะกันอยู่

เดินเข้ามาภายในเจดีย์ก็ต้องสำรวจการแต่งกายกันก่อน ขอยืมผ้านุ่งกันเหมือนเดิม แต่ที่เจดีย์นี้เราจะถอดรองเท้ากันตั้งแต่ในรถทัวร์ ไม่ต้องฝากรองเท้ากับทางสถานที่กัน (ค่าเข้าชม 6,000 จ๊าด รวมอยู่ในค่าทัวร์เหมือนเดิมค่ะ) เดินเข้ามาผ่านเครื่องสแกน แล้วเราเดินเข้าไปในเจดีย์เริ่มสักการะจุดแรกที่พระเกศาธาตุกันค่ะ

ไม่ต้องฝากรองเท้ากับทางสถานที่กัน (ค่าเข้าชม 6,000 จ๊าด รวมอยู่ในค่าทัวร์เหมือนเดิมค่ะ) เดินเข้ามาผ่านเครื่องสแกน แล้วเราเดินเข้าไปในเจดีย์เริ่มสักการะจุดแรกที่พระเกศาธาตุกันค่ะ

แม้ว่าเจดีย์โบตะทาวน์จะดูเป็นเจดีย์ธรรมดาภายนอก แต่ความสวยงามของเจดีย์อยู่ที่ “ผนังทองคำแท้ด้านใน” ที่สีทองเหลืองอร่าม (อย่างที่เค้าว่าอย่าตัดสินใจอะไรๆแต่เปลือกนอกนะเนี่ยยยย)

ปัจจุบันพระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ นั้นได้บรรจุอยู่ในมณฑปครอบแก้วใสภายในเจดีย์

เดินออกจากเจดีย์แล้ว เราจะแวะไปที่พระพุทธรูปทองคำภายในพระวิหารเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งเดิมทีเคยประดิษฐานอยู่ในวิหารพระราชวังมัณฑะเลย์มาก่อน 

ฉัตรบนยอดเจดีย์โบตะทาวน์ประดับด้วยทับทิมถูกเก็บไว้ภายในพระวิหาร

พระพุทธรูปทองคำรูปนี้เคยถูกเชิญไปที่พิพิธภัณฑ์ที่อังกฤษด้วย

ส่วนศาลาริมน้ำด้านซ้าย เราจะเห็นรูปปั้น นัตโบโบยี หรือ “เทพทันใจ”  ซึ่งนักท่องเที่ยวรวมถึงคนท้องถิ่นต่างนิยมมากราบไหว้บูชาด้วยความศรัทธาที่ว่าเมื่อเราอธิษฐานขอพรเพียงหนึ่งข้อกับเทพทันใจแล้วจะสมดังใจปรารถนาดังใจหวัง (ขอย้ำ ข้อเดียวเท่านั้นนะคะ เลือกความหวังกันมาดีๆน้าา)

Tips วิธีการสักการะเทพทันใจ : 

1 สักการะท่านด้วยดอกไม้ หรือผลไม้ โดยเฉพาะมะพร้าวอ่อน กล้วย 

2 จากนั้นให้นำธนบัตรเงินม้วนเป็นรูปกรวยทั้ง 2 ใบ (กี่บาทตามศรัทธา) ไปใส่ในมือขวาที่ชี้นิ้วออกมาของท่าน

3 จากนั้นเราจะจรดหน้าผากเรากับนิ้วชี้ของเทพทันใจ แล้วตั้งจิตอธิษฐานขอพร โดยให้เอ่ย นามท่าน (ท่องชื่อกันให้ถูกๆนะคะ) แล้วชื่อเรา คำขอพรพร้อมบุญกุศลที่เราได้ทำไว้ ท่านก็จะบันดาลพรในเราตามที่ขอหวังไว้ 

4 และค่อยดึงธนบัตรเงินม้วนกลับมาจากท่าน 1 ใบเก็บเอาไว้เป็นเหมือนเงินก้นถุงของเรา (อย่าไปเผลอใช้เชียว)

5 จากนั้นลูบไม้เท้าขึ้นลง 1 ที

6 เดินมาตีฆ้อง 3 ทีก็เป็นอันเสร็จพิธีแล้วค่ะ

ฝีมือการพับกรวยทั้ง 2 ใบ เอาเงินจ๊าดไว้นอกและเงินไทยไว้ใน สะดวกเวลาดึงเงินกลับคืนค่ะอ่อ อย่าลืมปิดก้นไม่ให้เงินทองรั่วไหลด้วยนะ

“นัต” เป็นคำเรียกที่หมายถึง สิ่งศักดิสิทธิ์ที่พึ่งทางใจ หรือ เทพเจ้า ส่วน “โบโบยี” เป็นคำเรียกนัตผู้ชายที่เป็นที่เคารพนับถือ (เทียบกับบ้านเราจะคล้ายกับ”เจ้าพ่อ”)

องค์กวนอิมประทับอยู่ข้างๆกับเทพทันใจค่ะ

แต่ แต่ แต่เรายังไม่รีบออกจากที่นี่กันน้า เพราะเราต้องมาแวะที่ อะมาดอว์เมี๊ยะ หรือ “เทพกระซิบ” กันอีกองค์หนึ่ง (ท่านประทับอยู่ในอาคารตรงข้ามกับเจดีย์ ) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นธิดาของพญานาค ที่มีศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า และเมื่อสิ้นชีวิตไปได้กลายเป็นเทพให้ชาวพม่าเคารพกราบไว้กัน 

ไกด์บอกเราว่าปีนี้ท่านจะมีอายุครบ 114 ปีที่ให้พวกเราได้กราบไหว้บูชากันค่ะ

Tip วิธีการสักการะเทพกระซิบ :  
1 สักการะท่านต่อด้วยข้าวตอก นม ดอกไม้ และผลไม้

2 จากนั้นเราจะขอพรโดยการกระซิบผ่านข้างๆหูท่าน ซึ่งเราสามารถขอพรได้เพียง 2 ข้อ โดย ข้อแรกจะเป็นการขอให้ท่านช่วยกระซิบบอกเทพทันใจซ้ำอีกครั้งเพื่อบันดาลพรหนึ่งข้อนั้นให้เป็นจริง ส่วนอีกข้อเราจะขออะไรก็ได้เลย

กระซิบผ่านข้างๆหูท่าน ที่สำคัญมากๆคือห้ามให้ใครได้ยินเลยนะคะ

ค่าบูชา นม ข้าวตอก และผ้าบูชา 2,000 จ๊าด

หลังจากสักการเทพกระซิบแล้ว ตรงข้ามกับเทพกระซิบ เราจะเห็นพระเมตตาทั้ง 3 องค์ อย่าลืมกราบไหว้กันก่อนกลับน้า

  วัดงาทัตจี ( ငါးထပ်ကြီးဘုရားကြီး )

หลวงพ่อทัตจี พระพุทธรูปปางมารชัยองค์ใหญ่แห่งวัดที่สูงเทียบเท่าตึก 5 ชั้น ลักษณะเด่นนอกจากความสูงใหญ่โตแล้ว ยังเป็นพระพุทธรุปที่แกะสลักมาจากหินอ่อน ทรงเครื่องแบบโลหะของกษัตริย์พม่ายุคมัณฑะเลย์ ส่วนด้านหลังเป็นไม้แกะสลักทั้งหมด

เราถอดรองเท้ากันไว้ที่รถทัวร์อีกแล้ว ถ้าเพื่อนๆมา ก็ต้องถอดรองเท้ากันตั้งแต่บันได้หน้าวัดเลยนะคะ แล้วเดินขึ้นบันไดกันมาทั้งหมด 93 ขั้น (เราไม่ได้นับนะ แต่พี่ไกด์บอกเรามา) ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยมาก เพราะบันไดไม่ได้ชัน ที่นี่ก็ต้องนุ่งผ้าเหมือนเดิม ค่าเข้าชมไม่เสียค่ะ บริจาคตามศรัทธา

เรารู้สึกได้อย่างหนึ่งถึงศรัทธาของคนประเทศนี้ที่มีต่อพุทธศาสนาและความเชื่อที่สะท้อนออกมาไม่ว่าจะในรูปของพระพุทธรูป เทพทั้งหลายองค์ หรือศาสนสถานต่างๆที่มีความยิ่งใหญ๋และสวยงาม (เล็กๆไม่ ใหญ่ๆใช่เลย)

มองใกล้แผ่นไม้แกะสลักด้านหลัง สวยงามและอลังการมาก

พระพุทธไสยาสน์เจาทัตยี/พระนอนตาหวาน ( ခြောက်ထပ်ကြီးဘုရားကြီး )

ออกจากวัดงาทัตจี นั่งรถอีกไม่นาน ก็ถึงพระนอนตาหวานได้รับชื่อเสียงอย่างล้นหลามว่าด้วยดวงตาที่หวานและใบหน้ามีความงดงามปราณีตและสวยอ่อนช้อยที่สุดของประเทศพม่า 

ที่บริเวณพระบาทของพระนอนตาหวานจะมีภาพวาดอันเป็นมงคลสูงสุดอย่างลายลักษณธรรมจักรในบริเวณใจกลางฝ่าพระบาท และล้อมด้วยรูปอัฎจตุรสตกมงคล 108 ประการ  

พระนอนตาหวานมีขนาดความยาว 55 ฟุตและสูงถึง 16 ฟุต ยังถือเป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในพม่าอีกด้วย

ค่าเข้าชมไม่เสียนะคะ มีขายดอกไม้ให้บูชา ราคาอยู่ที่ 1,500 จ๊าดต่อชุดค่ะ รองเท้าถอดไว้ที่รถเหมือนเดิม พร้อมใส่ผ้านุ่ง (เริ่มคล่องตอนวัดจะสุดท้ายแล้วค่ะ)

ซึ่งเราไม่แปลกใจเลยว่าพระนอนตาหวานนั้นดูอ่อนหวานและอ่อนช้อยมาก เพราะขนาดผ้าจีวรยังดูมีความพริ้วไหวสมจริงมากๆ และด้วยลักษณะสีสันอันสดใสและความหวานอ่อนช้อยนั้นเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธรูปในประเทศพม่าค่ะ (แตกต่างจากบ้านเราเหมือนกัน)

เดินวนรอบพระนอนตาหวาน สงบจิดสงบใจ

วัดพระหินอ่อน/วัดเจ้าดอจี ( ကျောက်တော်ကြီးဘုရား )

วัดเจ้าดอจีประดิษฐาน เป็นที่ประดิษฐานของ “พระหินอ่อน” ที่ขนาดใหญ่สุดในประเทศพม่า พระหินอ่อนทั้งองค์นั้นถูกแกะสลักจากหินอ่อนสีขาวเพียงก้อนเดียว ซึ่งมีน้ำหนักกว่า 60 ตัน และสูงถึง 37 ฟุต พระหินอ่อนจะประทับอยู่ในห้องกระจกแก้วเพื่อรักษาอุณหภูมิไว้ป้องกันความเปลี่ยนแปลงของอากาศที่จะมีผลเสียหายต่อเนื้อหินอ่อน 

ค่าเข้าชมไม่เสียนะคะ ฝากรองเท้ากันข้างล่างค่าบริการ 2 คู่ 500 จ๊าด มีขายดอกไม้ให้บูชา ราคาอยู่ที่ 500 จ๊าดต่อชุดด้วยค่ะ พร้อมใส่ผ้านุ่งเหมือนดิม

ภายในห้องกระจกจะเปิดแอร์ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงมีผลกระทบต่อหินอ่อน

พระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากสิงคโปร์และศรีลังกาจะถูกบรรจุอยู่ในพระหัตถ์ขวา ขณะที่ฝ่าพระหัตถ์ซ้ายนั้นจะหันออกจากองค์ เปรียบเป็นนัยหมายถึง การขับไล่ศัตรูและประทานความรุ่งเรืองแก่เรา

บริเวณด้านหลังพระหินอ่อน จะเป็นเงาดำๆ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพระสีวลีนั้นเองค่ะ  

ตลาดสก๊อต  

ก่อนจะบินกลับกรุงเทพกันที่ตลาดขายของพื้นเมืองแห่งนี้กันค่ะ ตลาดจะขายของจำพวก สินค้าที่ระลึก ของพื้นเมืองราคาถูก จำพวกไม้แกะสลัก แป้งทานาคา ผ้าปักพื้นเมือง ไข่มุก เครื่องเงิน รวมไปถึงหยกพม่าด้วย 

“โลงจี” หรือ “โสร่งพม่า”

หยกพม่ามีหลายเกรดหลายไซส์และหลายแบบ ราคามีตั้งแต่ไม่กี่ร้อยบาทจนเป็นหลักหมื่นเลยค่ะ

ปิดท้ายที่ตลาดสกอต ให้เงินสะพัดกันหน่อยค่ะ

ความเชื่อและศรัทธาเป็นเรื่องส่วนบุคคล ซึ่งเราเชื่อว่าแต่ละที่หรือแม้แต่คนท้องถิ่นแต่ละคนยังให้คำแนะนำในการไหว้สักการะไม่เหมือนกัน เราว่าเอาที่พวกเราสบายใจและสามารถทำบุญไหว้ไหวตามกำลังศรัทธาดีกว่านะคะ


GoaroundwithYo :

Tips :

– การไหว้พระทำบุญที่พม่า มีธรรมเนียมที่ต้องถอดรองเท้า (รวมทั้งถุงเท้า ถุงน่อง) ก่อนเข้าเขตพันธสีมาของศาสนสถาน เราจะต้องเดินเท้าเปล่ากันในวัดหรือศาสนสถานกัน เป็นธรรมเนียมที่เราควรเคารพและปฎิบัติ

– การแต่งกาย ให้สำรวจ งดขาสั้น กระโปรงสั้น หรือแขดกุดที่ไม่สุภาพ (ผู้หญิงใส่ขายาวได้ค่ะ แต่ไม่ควรรัดรูป) จริงๆทางวัดจะมีผ้านุ่ง หรือโสร่งให้ยืมด้วยนะคะ ใส่แล้วสวยดีค่ะ แต่อาจจะต้องเดินแบบก้าวสั้นๆนิดหนึง เพราะผ้าแคบค่ะ

– ผ้านุ่งที่ให้ยืมจากทางวัด เจดีย์ ไม่ได้เสียค่าเช่านะคะ มีเพียงค่ามัดจำ และบริจาคตามศรัทธา ผ้ามีความสะอาดพอสมควร ถ้าเพื่อนๆอยากสบายใจ เราแนะนำให้พกไปเผื่อด้วยก็ได้น้า

– สถานที่บางจุดจำกัดการเข้าถึงของผู้หญิงด้วยเช่นกัน

เราไปทริปครั้งนี้ด้วยความศรัทธาที่ไม่มีเหตุผลว่าทำไม เหมือนไปตามหาความหวังในคำขอที่เราได้เอ่ยขอกับสิ่งศักดิสิทธิ์ทั้งหลายที่เมืองย่างกุ้ง และด้วยความศรัทธาที่ไม่ต้องการเหตุผลนั้น ทำให้เรากลับมาด้วยใจที่เต็มไปด้วยแรงและความหวังอีกครั้งหนึ่ง การไปไหว้พระทำบุญเป็นเหมือนการช่วยเหลือด้านจิตใจอย่างหนึ่ง และอย่างที่เราพูดแล้วเราว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคลด้วยเช่นกัน เมื่อใจเราพร้อมร่างกายและสมองเราก็พร้อมที่จะเดินหน้าอย่างเต็มที่เหมือนกันนะคะ เรานึกขอบคุณทริปสายบุญ สายมู #พม่าขอหมื่นขอแสนแสน นี้มากมาก

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s